fbpx

Mihvientiane

  • บริการ
  • ศูนย์และคลินิก
  • ผิวพรรณ และความงาม
  • ข้อมูลเพื่อเข้ารับบริการ
    • บัตรสมาชิก
  • ข้อมูลสุขภาพ
  • เกี่ยวกับเรา
    • ข้อมูลคลินิก
    • ติดต่อเรา
  • ไทย
    • ไทย
    • ພາສາລາວ
    • English

Mihvientiane

  • บริการ
  • ศูนย์และคลินิก
  • ผิวพรรณ และความงาม
  • ข้อมูลเพื่อเข้ารับบริการ
    • บัตรสมาชิก
  • ข้อมูลสุขภาพ
  • เกี่ยวกับเรา
    • ข้อมูลคลินิก
    • ติดต่อเรา
  • ไทย
    • ไทย
    • ພາສາລາວ
    • English
  • บริการ
  • ศูนย์และคลินิก
  • ผิวพรรณ และความงาม
  • ข้อมูลเพื่อเข้ารับบริการ
    • บัตรสมาชิก
  • ข้อมูลสุขภาพ
  • เกี่ยวกับเรา
    • ข้อมูลคลินิก
    • ติดต่อเรา
  • ไทย
    • ไทย
    • ພາສາລາວ
    • English

Mihvientiane

Mihvientiane

  • บริการ
  • ศูนย์และคลินิก
  • ผิวพรรณ และความงาม
  • ข้อมูลเพื่อเข้ารับบริการ
    • บัตรสมาชิก
  • ข้อมูลสุขภาพ
  • เกี่ยวกับเรา
    • ข้อมูลคลินิก
    • ติดต่อเรา
  • ไทย
    • ไทย
    • ພາສາລາວ
    • English
มิถุนายน 2021
Home 2021
Health
07/06/2021 by admin 0 Comments

ปวดประจำเดือนแบบไหนที่ต้องมาพบแพทย์

ปวดประจำเดือนแบบไหนที่ต้องมาพบแพทย์

ปวดประจำเดือนแบบไหนที่ต้องมาพบแพทย์

  1. ปวดประจำเดือนมาก รับประทานยาแล้วไม่ดีขึ้น หรือปวดมากจนรบกวนชีวิตประจำวัน
  2. อาการปวดประจำเดือนเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ
  3. ประจำเดือนมามากกว่าปกติ หรือมากผิดปกติ
  4. ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ หรือขาดหาย
  5. ปวดท้องน้อยเวลามีเพศสัมพันธ์
  6. มีไข้หนาวสั่น
  7. ตกขาวผิดปกติ คันช่องคลอด ปัสสาวะขัด
  8. มีปัญหามีบุตรยาก

Read More
Health
04/06/2021 by admin 0 Comments

การเลือกครีมกันแดดให้ถูกต้องคือสิ่งที่พ่อแม่ผู้ปกครองต้องรู้เพื่อปกป้องผิวลูกน้อย

การเลือกครีมกันแดดให้ถูกต้องคือสิ่งที่พ่อแม่ผู้ปกครองต้องรู้เพื่อปกป้องผิวลูกน้อย

การเลือกครีมกันแดดให้ถูกต้องคือสิ่งที่พ่อแม่ผู้ปกครองต้องรู้เพื่อปกป้องผิวลูกน้อย

1.ครีมกันแดดทาได้ต้อง 6 เดือนขึ้นไป

ครีมกันแดดที่ใช้กับเด็ก ควรเป็นครีมกันแดดสำหรับเด็กโดยเฉพาะ เพื่อไม่ให้ลูกได้รับสารปนเปื้อนที่เป็นอันตราย ควรเลือกครีมกันแดดชนิดที่มีค่า SPF 30 ขึ้นไป นอกจากนี้หากครีมกันแดดเป็นชนิดกันน้ำ จะเพิ่มประสิทธิภาพในการกันแดดมากยิ่งขึ้น

2.ครีมกันแดดทาได้ต้อง 6 เดือนขึ้นไป

ควรเริ่มทาให้กับเด็กอายุ 6 เดือนขึ้นไป ถ้าอายุต่ำกว่า 6 เดือนยังไม่แนะนำให้ใช้ เนื่องจากผิวของเด็กยังบอบบางอยู่มาก อาจเกิดการแพ้ ระคายเคือง และมีการดูดซึมสารเคมีเข้าสู่ผิวได้

3.เด็กอายุน้อยกว่า 6 เดือนอย่าตากแดด

ในเด็กอายุน้อยกว่า 6 เดือน วิธีกันแดดที่ปกป้องผิวจากแสงแดดได้มากที่สุด คือ หลีกเลี่ยงการตากแดดโดยเฉพาะช่วงเวลาที่แดดแรงจัด คือ  10.00 – 16.00 น. หรือถ้าจำเป็นต้องออกไปทำกิจกรรมที่โดนแดด ควรสวมใส่เสื้อผ้าให้มิดชิด เสื้อแขนยาว กางเกงขายาว หมวกปีกกว้าง แว่นกันแดด และกางร่ม

4.Physical Sunscreen ปกป้องไม่ทำร้ายผิวเด็ก

ในเด็กอายุมากกว่า 6  เดือน สามารถใช้ครีมกันแดดที่ทำจากสารประเภท Physical Sunscreen ทำหน้าที่สะท้อนรังสี UV ออกจากผิวหนังทันที ส่วนผสมของสาร Physical Sunscreen นี้ไม่ดูดซึมเข้าสู่ผิวหนังและปลอดภัยสำหรับเด็ก ผู้ปกครองควรสังเกตข้างฉลากมักมีส่วนประกอบของ Oxide และ Titanium Zinc Dioxide เป็นหลัก เนื่องจากแต่ละผลิตภัณฑ์ในท้องตลาดมีส่วนผสมที่แตกต่างกัน แนะนำให้อ่านฉลากกำกับทุกครั้งก่อนการใช้

Read More
Health
29/05/2021 by admin 0 Comments

อาการท้องเสียหรืออุจจาระร่วง อาจเกิดจาก ไวรัสโรต้า

อาการท้องเสียหรืออุจจาระร่วง อาจเกิดจาก ไวรัสโรต้า

อาการท้องเสียหรืออุจจาระร่วง อาจเกิดจาก ไวรัสโรต้า

                ไวรัสโรต้า เป็นเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่มีหลายสายพันธุ์ เมื่อเชื้อไวรัสนี้ เข้าไปในระบบทางเดินอาหารแม้เพียงเล็กน้อยก็ทำให้เกิดอาการอุจจาระร่วงรุนแรงได้ ซึ่งพบมากในเด็กเล็กและมีอาการรุนแรงกว่าเด็กโต ถึงขนาดที่ต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล และสามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย นอกจากนี้ไวรัสโรต้ายังทนต่อสิ่งแวดล้อมได้นานหลายชั่วโมงจึงทำให้เกิดการระบาดอย่างรวดเร็ว

อาการที่พบ : 1 อาเจียน 2 ท้องเสีย ถ่ายเหลวเป็นน้ำ/ 3 มีไข้ /4 ชักเพราะไข้สูง

                 ไวรัสโรต้าอาจทำให้เกิดอาการท้องเสียและอาเจียนอย่างหนักจนเกิดภาวะขาดน้ำรุนแรงถึงขั้นช็อกหรือเสียชีวิตได้ จึงควรสังเกตอาการขาดน้ำที่เป็นสัญญาณเตือนว่าต้องรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว ได้แก่ กระหายน้ำ ปากแห้ง กระวนกระวาย ซึม ตาโบ๋ กระหม่อมบุ๋ม เป็นต้น

ป้องกันเจ้าตัวเล็กให้ห่างไกลจากไวรัสโรต้า Advances medical center  มีบริการฉีดวัคซีน

Read More
Health
22/05/2021 by admin 0 Comments

4 โรคสุดฮิตของผู้หญิงยุคนี้

4 โรคสุดฮิตของผู้หญิงยุคนี้

ยิ่งโลกก้าวหน้าไปมากเท่าไหร่ สุขภาพก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่เราไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะผู้หญิงเราที่ต้องดูแลตัวเองให้มากเป็นพิเศษ ถึงจะไม่ร้ายแรงขนาดเป็นมะเร็ง แต่คงไม่มีใครอยากเข้าข่ายเป็นโรคยอดฮิต 4 โรคนี้ที่ผู้หญิงส่วนใหญ่เป็นกัน

ภาวะผิดปกติของการมีประจำเดือน

อาการ: ปวดประจำเดือนผิดปกติ ประจำเดือนมากระปิดกระปอย ประจำเดือนมามากเกินกว่า 7 วันหรือน้อยเกินไป ประจำเดือนขาดทั้งที่ไม่ได้ตั้งครรภ์ สังเกตุได้จากการมีลิ่มเลือดปนออกมากับประจำเดือนมากผิดปกติ ระยะห่างของประจำเดือนน้อยกว่า 21 วัน หรือมากกว่า 35 วัน ประจำเดือนหายไป 3-6 เดือน เป็นต้น

สาเหตุ: สาเหตุหลักๆ มักเกิดจากระดับฮอร์โมนในร่างกายช่วงนั้นผิดปกติ เช่น อาจจะเกิดจากความเครียด อาหารการกิน อยู่ในช่วงไอเดททำให้การรับประทานอาหารเพิ่มหรือลดลงเร็วผิดปกติจนฮอร์โมนแปรปรวน การกินยาคุมกำเนิดซึ่งก็จะตรงเข้าไปกดการทำงานของรังไข่ให้ผิดปกติได้ หากมีอาการมากกว่านั้น เช่น ปวดท้องมากผิดปกติ คลำเจอก้อนเนื้อ อาจเกิดจากเนื้องอก ซีสต์ มะเร็ง เยื่อบุโพรงมดลูกผิดปกติ หรือมีพังผืดที่อุ้งเชิงกราน ฯลฯ

การรักษา: พบแพทย์เพื่อตรวจภายในหรืออัลตร้าซาวด์หน้าท้องหรือช่องคลอด หากพบความผิดปกติที่มากขึ้นอาจมีการตรวจชิ้นเนื้อเพิ่มเติมเพื่อหาวิธีรักษาต่อไป

เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่

อาการ: มีอาการปวดประจำเดือนผิดปกติขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งประจำเดือนมามากผิดปกติ มีอาการปวดท้องน้อยเรื้อรังเป็นประจำ บางรายอาจมีอาการเจ็บช่องคลอดระหว่างมีเพศสัมพันธ์ และมีอาการปวดต่อเนื่องไปอีก 1-2 ชั่วโมง และอาจมีอาการปัสสาวะหรือถ่ายอุจจาระมีเลือดปน

สาเหตุ: เกิดจากเยื่อบุโพรงมดลูกไปเจริญเติบโตผิดตำแหน่งที่ควรจะเป็น เกิดขึ้นภายนอกมดลูก เช่น ไปเจริญที่ผนังหรือกล้ามเนื้อมดลูก เยื่อบุช่องท้อง ลำไส้ โดยเฉพาะที่มดลูกและรังไข่ ซึ่งอาจเกิดจากการย้อนกลับของเลือดประจำเดือนเข้าสู่อุ้งเชิงกราน และบางรายอาจมีพังผืดในอุ้งเชิงกรานจนทำให้เกิดอาการปวดท้องน้อยซึ่งเป็นที่มาของเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ได้

การรักษา: พบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง ด้วยการตรวจภายในและอัลตร้าซาวด์ อาจมีการให้ยาแก้ปวด ยาลดการอักเสบ ยาคุมกำเนิดหรือฮอร์โมนในการรักษา หรือรวมกับการผ่าตัด ทางที่ดีไม่ควรปล่อยไว้เพราะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่อาจสร้างปัญหาอื่นๆ ที่ร้ายแรงตามมาได้

เนื้องอกมดลูก

อาการ: มีอาการตกขาวมากผิดปกติและมีติดต่อกันหลายวัน รู้สึกอ่อนเพลียและเหนื่อยง่าย บางคนอาจปัสสาวะติดขัด ปัสสาวะบ่อย และบางรายอาจท้องผูกร่วมด้วย ถ้าเนื้องอกก้อนค่อนข้างใหญ่จะสามารถคลำเจอก้อนได้ทางหน้าท้องได้เลย

สาเหตุ: เนื่องจากเซลล์กล้ามเนื้อบางตำแหน่ง มีการแบ่งตัวและเจริญเติบโตจนกลายเป็นก้อนเนื้อแทรกอยู่ในชั้นกล้ามเนื้อที่ไม่ใช่เนื้อร้าย บางรายอาจเกิดจากกรรมพันธุ์ หรือการใช้ยาคุมกำเนิด

การรักษา: แนะนำให้รีบปรึกษาแพทย์ เพื่อตรวจภายในหรืออัลตร้าซาวด์ เพื่อทำการรักษาด้วยยาหรือการผ่าตัดต่อไปขึ้นอยู่กับขนาดและจำนวนของเนื้องอกในบริเวณที่พบ

การอักเสบของช่องคลอด

อาการ: ส่วนใหญ่จะสังเกตเห็นจากอาการตกขาวมากผิดปกติ มีสีแปลกๆ ที่อาจปนกับเลือด มีกลิ่นเหม็นร่วมกับมีอาการคัน และบางคนอาจมีอาการแสบร้อนในช่องคลอด

สาเหตุ: อาจเกิดการติดเชื้อในช่องคลอด เนื่องจากเชื้อรา ซึ่งเกิดจากความอับชื้น ลักษณะเช่นนี้จะเป็นตกขาวที่คล้ายกับแป้ง และมีอาการคันบริเวณช่องคลอด แต่ถ้าเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย สังเกตุง่ายๆ จากกลิ่นเหม็นคาวของตกขาว หรือมีกลิ่นทางช่องคลอดหลังมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งในบางรายอาจเกิดจากการสวนล้างช่องคลอด การใช้แผ่นอนามัยหรือผ้าอนามัยแล้วมีการอับชื้น การสวมใส่กระโปรงหรือกางเกงที่รัดรูปจนเกินไป หรือแม้แต่การทานยาแก้อักเสบบ่อยๆ ก็ทำให้เกิดอาการตกขาวผิดปกติได้

การรักษา: ปรึกษาแพทย์เพื่อทำการตรวจภายใน และนำตกขาวที่มีอาการผิดปกตินั้นไปตรวจหาสาเหตุ หากใส่แผ่นอนามัยหรือผ้าอนามัยก็ควรเปลี่ยนทุก 3-4 ชั่วโมง หรือมากกว่านั้นหากประจำเดือนมามาก เพื่อสุขอนามัยที่ดีและเลี่ยงการอับชื้น เลี่ยงการสวมกระโปรงหรือกางเกงที่รัดรูปจนเกินไป และไม่ควรกินยาแก้อักเสบบ่อยๆ เป็นต้น

Read More
Tips
19/05/2021 by admin 0 Comments

ลูกกรี๊ดโวยวาย ควบคุมตัวเองไม่ได้…คุณพ่อรับมือยังไงดี

ลูกกรี๊ดโวยวาย ควบคุมตัวเองไม่ได้…คุณพ่อรับมือยังไงดี

                 พอลูกเริ่มโตเป็นเจ้าจอมซน คุณพ่อคงต้องเจอกับพฤติกรรมลูกดื้อ หรือไม่ยอมเชื่อฟัง วันนี้พวกเราจึงนำวิธีการรับมือลูกดื้อมาฝากค่ะ

  • ใจเย็นอดทน ถึงแม้จะยากเย็น คุณพ่อคุณแม่ก็พยายามใจเย็นอดทนไว้นะคะ และไม่ควรใช้กำลัง หรือตีลูกเลยเป็นอันขาด
  • เบี่ยงเบนความสนใจ คุณพ่อคุณแม่พยายามสังเกตว่าลูกทำอะไรอยู่ และสิ่งไหนที่ทำให้ลูกหงุดหงิด แล้วพยายามเสนอสิ่งอื่นให้ทำเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจก่อนที่เขาจะอารมณ์เสียนั้นเอง
  • ใช้อารมณ์ขันเข้าแลก เมื่อคุณพ่อคุณแม่ต้องการจะสอนอะไรกับลูก เช่น เมื่อเด็กวิ่งหกล้มแล้วเจ็บ เราก็ชวนเขามาคลานเป็นเบบี๋ เป็นต้น
  • หากิจกรรมให้ลูกปล่อยพลัง จะช่วยให้เขารู้สึกผ่อนคลาย ช่วยปรับอารมณ์ให้ดีขึ้นได้ เพราะการที่ลูกได้เห็นรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของคนในครอบครัว และได้ปลดปล่อยพลังอย่างเต็มที่ เป็นการช่วยให้ลูกได้เรียนรู้การแสดงออกทางด้านอารมณ์ที่เหมาะสมนั้นเอง
  • อยู่เคียงข้างเค้า โดยแทนที่เราจะไล่ให้ลูกไปนั่งสงบอารมณ์คนเดียวอย่างเดียวดาย เปลี่ยนเป็นให้คุณพ่อคุณแม่อยู่กับเขาตลอดเวลาเพื่อช่วยให้เขาสงบลง ช่วยปลอบเขาให้อารมณ์เย็นขึ้นนั้นเอง

Read More
Health
15/05/2021 by admin 0 Comments

ชาวโซเชียลระวัง 5 โรคทำร่างพัง จาก social media

ชาวโซเชียลระวัง 5 โรคทำร่างพัง จาก social media

1. โรคซึมเศร้า จาก Facebook

หลายคนใช้เฟสบุ๊กเป็นเครื่องระบายความรู้สึกมากขึ้น โดยเฉพาะเวลาเราว้าเหว่ เหงา เดียวดาย ก็ยิ่งโพสเยอะ

โรคซึมเศร้า

2. ละเมอแชท (sleep-texting)

แม้กระทั่งเวลานอน หากมีข้อความเข้ามา สมองก็จะปลุกร่างกายที่หลับใหลให้อยู่ในสภาวะละเมอ แล้วกดส่งข้อความไปโดยอัตโนมัติ

3. โรควุ้นในตาเสื่อม

ดวงตาของเราก็ทำงานหนักขึ้น จะเห็นภาพเป็นคราบดำๆ คล้ายหยักไย่เมื่อมองไปที่แสงสว่าง

Macular-degeneration

4. โนโมโฟเบีย (Nomophobia)

โรคกลัวไม่มีมือถือใช้ เป็นโรคทางจิตเวชประเภทหน่ง ที่จัดอยู่ในกลุ่มวิตกกังวล

5. โรคสมาร์ทโฟนเฟซ (Smartphone face)

เกิดจากการที่เราก้มลงมองหน้าจอ หรือจ้องสมาร์ทโฟน-แท็บเล็ตเป็นเวลานานเกินไป ทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยที่ใบหน้า และลำคอ

โรคสมาร์ทโฟนเฟซ

Read More
Health
14/05/2021 by admin 0 Comments

5 โรคระบาดในเด็ก อันตรายที่พ่อแม่ควรเฝ้าระวัง

5 โรคระบาดในเด็ก อันตรายที่พ่อแม่ควรเฝ้าระวัง

                   ช่วงอากาศเปลี่ยนแปลง เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวฝน เด็กเล็กๆ ที่ยังมีภูมิต้านทานไม่ดีนัก อาจทำให้เกิดโรคระบาดในเด็กได้ง่าย และอาการป่วยของเด็กก็มักจะรุนแรงและเกิดอาการแทรกซ้อนได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่ เพราะฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงต้องดูแลลูกน้อยเป็นพิเศษอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันและเฝ้าระวังโรคระบาดที่อาจเกิดขึ้นในเด็กได้

1.โรคมือ เท้า ปาก

                 เกิดจากการติดเชื้อไวรัส Enterovirus (EV) หรือ Coxackie ซึ่งแพร่เชื้อออกมาในน้ำลายและอุจจาระผู้ป่วย การรับเชื้อสามารถรับผ่านทางปาก จากการปนเปื้อนเชื้อที่มือ ของเล่น น้ำ อาหาร โดยผู้ป่วยแพร่เชื้อได้ 2-3 วัน ก่อนมีอาการจนถึง 1-2 สัปดาห์ หลังมีอาการจะพบเชื้อในอุจจาระได้หลายสัปดาห์หรือเป็นเดือน และหลังได้รับเชื้อ 3-6 วันจะปรากฏอาการ ส่วนมากมักพบในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี

2.โรคเฮอร์แปงไจนา (Herpangina)

                  นำมือเข้าปาก แล้วเผลอรับประทานเข้าไป สามารถทำให้ติดเชื้อได้ ทั้งนี้ผู้ป่วยจะมีอาการหลังได้รับเชื้อประมาณ 3– 14 วัน ซึ่งผู้ป่วยที่ติดเชื้อจะแพร่เชื้อได้ตั้งแต่วันแรกที่ติดเชื้อไปจนกว่าจะหายจากโรค คือ ประมาณ 1 – 2 สัปดาห์นับจากติดเชื้อ กลุ่มเสี่ยงของโรคนี้จะเป็นมากในเด็กที่อายุน้อยกว่า 10 ปี

3.โรคไข้เลือดออก

                   เป็นโรคภาวะติดเชื้อไวรัสเดงกี่ (Dengue) ซึ่งมี 4 สายพันธุ์ ได้แก่ เดงกี่ 1,2,3 และ 4 โดยมี “ยุงลาย” เป็นพาหะนำโรค คือ เมื่อยุงลายที่มีเชื้อไวรัสไข้เลือดออกกัดคน จะถ่ายทอดเชื้อให้คนทำให้เกิดอาการ ยุงลายนี้มักจะเพาะพันธุ์ตามแหล่งน้ำนิ่งในบริเวณบ้าน เช่น ตุ่มน้ำ โอ่งน้ำ หรือหลุมที่มีน้ำขัง เป็นต้น

4. โรคอุจจาระร่วง

                 อาจเกิดได้ทั้งจากเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย พบมากในกลุ่มเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี อาการเบื้องต้นท้องเสียมากกว่า 3 ครั้งต่อวัน เมื่อเด็กมีอาการท้องเสียหรือมีอาเจียน เด็กจะมีอาการขาดน้ำและเกลือแร่ ฉะนั้นพ่อแม่ต้องสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด ควรรีบพบแพทย์ทันที

5. โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ

                เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียนิวโมคอคคัส เมื่อเด็กติดเชื้ออาจมีอาการไข้สูง ซึม ชักเกร็ง แขนขาอ่อน พ่อแม่ต้องสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดเพราะเด็กเล็กไม่สามารถบอกอาการได้ หากมีอาการดังกล่าวควรรีบมาพบแพทย์

Read More
เรื่องล่าสุด
  • ปวดประจำเดือนแบบไหนที่ต้องมาพบแพทย์
  • การเลือกครีมกันแดดให้ถูกต้องคือสิ่งที่พ่อแม่ผู้ปกครองต้องรู้เพื่อปกป้องผิวลูกน้อย
  • อาการท้องเสียหรืออุจจาระร่วง อาจเกิดจาก ไวรัสโรต้า
  • 4 โรคสุดฮิตของผู้หญิงยุคนี้
  • ลูกกรี๊ดโวยวาย ควบคุมตัวเองไม่ได้…คุณพ่อรับมือยังไงดี
ความเห็นล่าสุด
    คลังเก็บ
    • มิถุนายน 2021
    • พฤษภาคม 2021
    • ตุลาคม 2020
    หมวดหมู่
    • ไม่มีหมวดหมู่
    นิยาม
    • เข้าสู่ระบบ
    • เข้าฟีด
    • แสดงความเห็นฟีด
    • WordPress.org
    Categories
    • ไม่มีหมวดหมู่
    Gallery

    Copyright © 2019 Medify by WebGeniusLab. All Rights Reserved