ปวดประจำเดือนแบบไหนที่ต้องมาพบแพทย์
1.ครีมกันแดดทาได้ต้อง 6 เดือนขึ้นไป
ครีมกันแดดที่ใช้กับเด็ก ควรเป็นครีมกันแดดสำหรับเด็กโดยเฉพาะ เพื่อไม่ให้ลูกได้รับสารปนเปื้อนที่เป็นอันตราย ควรเลือกครีมกันแดดชนิดที่มีค่า SPF 30 ขึ้นไป นอกจากนี้หากครีมกันแดดเป็นชนิดกันน้ำ จะเพิ่มประสิทธิภาพในการกันแดดมากยิ่งขึ้น
2.ครีมกันแดดทาได้ต้อง 6 เดือนขึ้นไป
ควรเริ่มทาให้กับเด็กอายุ 6 เดือนขึ้นไป ถ้าอายุต่ำกว่า 6 เดือนยังไม่แนะนำให้ใช้ เนื่องจากผิวของเด็กยังบอบบางอยู่มาก อาจเกิดการแพ้ ระคายเคือง และมีการดูดซึมสารเคมีเข้าสู่ผิวได้
3.เด็กอายุน้อยกว่า 6 เดือนอย่าตากแดด
ในเด็กอายุน้อยกว่า 6 เดือน วิธีกันแดดที่ปกป้องผิวจากแสงแดดได้มากที่สุด คือ หลีกเลี่ยงการตากแดดโดยเฉพาะช่วงเวลาที่แดดแรงจัด คือ 10.00 – 16.00 น. หรือถ้าจำเป็นต้องออกไปทำกิจกรรมที่โดนแดด ควรสวมใส่เสื้อผ้าให้มิดชิด เสื้อแขนยาว กางเกงขายาว หมวกปีกกว้าง แว่นกันแดด และกางร่ม
4.Physical Sunscreen ปกป้องไม่ทำร้ายผิวเด็ก
ในเด็กอายุมากกว่า 6 เดือน สามารถใช้ครีมกันแดดที่ทำจากสารประเภท Physical Sunscreen ทำหน้าที่สะท้อนรังสี UV ออกจากผิวหนังทันที ส่วนผสมของสาร Physical Sunscreen นี้ไม่ดูดซึมเข้าสู่ผิวหนังและปลอดภัยสำหรับเด็ก ผู้ปกครองควรสังเกตข้างฉลากมักมีส่วนประกอบของ Oxide และ Titanium Zinc Dioxide เป็นหลัก เนื่องจากแต่ละผลิตภัณฑ์ในท้องตลาดมีส่วนผสมที่แตกต่างกัน แนะนำให้อ่านฉลากกำกับทุกครั้งก่อนการใช้
ไวรัสโรต้า เป็นเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่มีหลายสายพันธุ์ เมื่อเชื้อไวรัสนี้ เข้าไปในระบบทางเดินอาหารแม้เพียงเล็กน้อยก็ทำให้เกิดอาการอุจจาระร่วงรุนแรงได้ ซึ่งพบมากในเด็กเล็กและมีอาการรุนแรงกว่าเด็กโต ถึงขนาดที่ต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล และสามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย นอกจากนี้ไวรัสโรต้ายังทนต่อสิ่งแวดล้อมได้นานหลายชั่วโมงจึงทำให้เกิดการระบาดอย่างรวดเร็ว
อาการที่พบ : 1 อาเจียน 2 ท้องเสีย ถ่ายเหลวเป็นน้ำ/ 3 มีไข้ /4 ชักเพราะไข้สูง
ไวรัสโรต้าอาจทำให้เกิดอาการท้องเสียและอาเจียนอย่างหนักจนเกิดภาวะขาดน้ำรุนแรงถึงขั้นช็อกหรือเสียชีวิตได้ จึงควรสังเกตอาการขาดน้ำที่เป็นสัญญาณเตือนว่าต้องรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว ได้แก่ กระหายน้ำ ปากแห้ง กระวนกระวาย ซึม ตาโบ๋ กระหม่อมบุ๋ม เป็นต้น
ป้องกันเจ้าตัวเล็กให้ห่างไกลจากไวรัสโรต้า Advances medical center มีบริการฉีดวัคซีน
ยิ่งโลกก้าวหน้าไปมากเท่าไหร่ สุขภาพก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่เราไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะผู้หญิงเราที่ต้องดูแลตัวเองให้มากเป็นพิเศษ ถึงจะไม่ร้ายแรงขนาดเป็นมะเร็ง แต่คงไม่มีใครอยากเข้าข่ายเป็นโรคยอดฮิต 4 โรคนี้ที่ผู้หญิงส่วนใหญ่เป็นกัน
อาการ: ปวดประจำเดือนผิดปกติ ประจำเดือนมากระปิดกระปอย ประจำเดือนมามากเกินกว่า 7 วันหรือน้อยเกินไป ประจำเดือนขาดทั้งที่ไม่ได้ตั้งครรภ์ สังเกตุได้จากการมีลิ่มเลือดปนออกมากับประจำเดือนมากผิดปกติ ระยะห่างของประจำเดือนน้อยกว่า 21 วัน หรือมากกว่า 35 วัน ประจำเดือนหายไป 3-6 เดือน เป็นต้น
สาเหตุ: สาเหตุหลักๆ มักเกิดจากระดับฮอร์โมนในร่างกายช่วงนั้นผิดปกติ เช่น อาจจะเกิดจากความเครียด อาหารการกิน อยู่ในช่วงไอเดททำให้การรับประทานอาหารเพิ่มหรือลดลงเร็วผิดปกติจนฮอร์โมนแปรปรวน การกินยาคุมกำเนิดซึ่งก็จะตรงเข้าไปกดการทำงานของรังไข่ให้ผิดปกติได้ หากมีอาการมากกว่านั้น เช่น ปวดท้องมากผิดปกติ คลำเจอก้อนเนื้อ อาจเกิดจากเนื้องอก ซีสต์ มะเร็ง เยื่อบุโพรงมดลูกผิดปกติ หรือมีพังผืดที่อุ้งเชิงกราน ฯลฯ
การรักษา: พบแพทย์เพื่อตรวจภายในหรืออัลตร้าซาวด์หน้าท้องหรือช่องคลอด หากพบความผิดปกติที่มากขึ้นอาจมีการตรวจชิ้นเนื้อเพิ่มเติมเพื่อหาวิธีรักษาต่อไป
อาการ: มีอาการปวดประจำเดือนผิดปกติขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งประจำเดือนมามากผิดปกติ มีอาการปวดท้องน้อยเรื้อรังเป็นประจำ บางรายอาจมีอาการเจ็บช่องคลอดระหว่างมีเพศสัมพันธ์ และมีอาการปวดต่อเนื่องไปอีก 1-2 ชั่วโมง และอาจมีอาการปัสสาวะหรือถ่ายอุจจาระมีเลือดปน
สาเหตุ: เกิดจากเยื่อบุโพรงมดลูกไปเจริญเติบโตผิดตำแหน่งที่ควรจะเป็น เกิดขึ้นภายนอกมดลูก เช่น ไปเจริญที่ผนังหรือกล้ามเนื้อมดลูก เยื่อบุช่องท้อง ลำไส้ โดยเฉพาะที่มดลูกและรังไข่ ซึ่งอาจเกิดจากการย้อนกลับของเลือดประจำเดือนเข้าสู่อุ้งเชิงกราน และบางรายอาจมีพังผืดในอุ้งเชิงกรานจนทำให้เกิดอาการปวดท้องน้อยซึ่งเป็นที่มาของเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ได้
การรักษา: พบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง ด้วยการตรวจภายในและอัลตร้าซาวด์ อาจมีการให้ยาแก้ปวด ยาลดการอักเสบ ยาคุมกำเนิดหรือฮอร์โมนในการรักษา หรือรวมกับการผ่าตัด ทางที่ดีไม่ควรปล่อยไว้เพราะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่อาจสร้างปัญหาอื่นๆ ที่ร้ายแรงตามมาได้
อาการ: มีอาการตกขาวมากผิดปกติและมีติดต่อกันหลายวัน รู้สึกอ่อนเพลียและเหนื่อยง่าย บางคนอาจปัสสาวะติดขัด ปัสสาวะบ่อย และบางรายอาจท้องผูกร่วมด้วย ถ้าเนื้องอกก้อนค่อนข้างใหญ่จะสามารถคลำเจอก้อนได้ทางหน้าท้องได้เลย
สาเหตุ: เนื่องจากเซลล์กล้ามเนื้อบางตำแหน่ง มีการแบ่งตัวและเจริญเติบโตจนกลายเป็นก้อนเนื้อแทรกอยู่ในชั้นกล้ามเนื้อที่ไม่ใช่เนื้อร้าย บางรายอาจเกิดจากกรรมพันธุ์ หรือการใช้ยาคุมกำเนิด
การรักษา: แนะนำให้รีบปรึกษาแพทย์ เพื่อตรวจภายในหรืออัลตร้าซาวด์ เพื่อทำการรักษาด้วยยาหรือการผ่าตัดต่อไปขึ้นอยู่กับขนาดและจำนวนของเนื้องอกในบริเวณที่พบ
อาการ: ส่วนใหญ่จะสังเกตเห็นจากอาการตกขาวมากผิดปกติ มีสีแปลกๆ ที่อาจปนกับเลือด มีกลิ่นเหม็นร่วมกับมีอาการคัน และบางคนอาจมีอาการแสบร้อนในช่องคลอด
สาเหตุ: อาจเกิดการติดเชื้อในช่องคลอด เนื่องจากเชื้อรา ซึ่งเกิดจากความอับชื้น ลักษณะเช่นนี้จะเป็นตกขาวที่คล้ายกับแป้ง และมีอาการคันบริเวณช่องคลอด แต่ถ้าเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย สังเกตุง่ายๆ จากกลิ่นเหม็นคาวของตกขาว หรือมีกลิ่นทางช่องคลอดหลังมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งในบางรายอาจเกิดจากการสวนล้างช่องคลอด การใช้แผ่นอนามัยหรือผ้าอนามัยแล้วมีการอับชื้น การสวมใส่กระโปรงหรือกางเกงที่รัดรูปจนเกินไป หรือแม้แต่การทานยาแก้อักเสบบ่อยๆ ก็ทำให้เกิดอาการตกขาวผิดปกติได้
การรักษา: ปรึกษาแพทย์เพื่อทำการตรวจภายใน และนำตกขาวที่มีอาการผิดปกตินั้นไปตรวจหาสาเหตุ หากใส่แผ่นอนามัยหรือผ้าอนามัยก็ควรเปลี่ยนทุก 3-4 ชั่วโมง หรือมากกว่านั้นหากประจำเดือนมามาก เพื่อสุขอนามัยที่ดีและเลี่ยงการอับชื้น เลี่ยงการสวมกระโปรงหรือกางเกงที่รัดรูปจนเกินไป และไม่ควรกินยาแก้อักเสบบ่อยๆ เป็นต้น
พอลูกเริ่มโตเป็นเจ้าจอมซน คุณพ่อคงต้องเจอกับพฤติกรรมลูกดื้อ หรือไม่ยอมเชื่อฟัง วันนี้พวกเราจึงนำวิธีการรับมือลูกดื้อมาฝากค่ะ
หลายคนใช้เฟสบุ๊กเป็นเครื่องระบายความรู้สึกมากขึ้น โดยเฉพาะเวลาเราว้าเหว่ เหงา เดียวดาย ก็ยิ่งโพสเยอะ
แม้กระทั่งเวลานอน หากมีข้อความเข้ามา สมองก็จะปลุกร่างกายที่หลับใหลให้อยู่ในสภาวะละเมอ แล้วกดส่งข้อความไปโดยอัตโนมัติ
ดวงตาของเราก็ทำงานหนักขึ้น จะเห็นภาพเป็นคราบดำๆ คล้ายหยักไย่เมื่อมองไปที่แสงสว่าง
โรคกลัวไม่มีมือถือใช้ เป็นโรคทางจิตเวชประเภทหน่ง ที่จัดอยู่ในกลุ่มวิตกกังวล
เกิดจากการที่เราก้มลงมองหน้าจอ หรือจ้องสมาร์ทโฟน-แท็บเล็ตเป็นเวลานานเกินไป ทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยที่ใบหน้า และลำคอ
ช่วงอากาศเปลี่ยนแปลง เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวฝน เด็กเล็กๆ ที่ยังมีภูมิต้านทานไม่ดีนัก อาจทำให้เกิดโรคระบาดในเด็กได้ง่าย และอาการป่วยของเด็กก็มักจะรุนแรงและเกิดอาการแทรกซ้อนได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่ เพราะฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงต้องดูแลลูกน้อยเป็นพิเศษอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันและเฝ้าระวังโรคระบาดที่อาจเกิดขึ้นในเด็กได้
เกิดจากการติดเชื้อไวรัส Enterovirus (EV) หรือ Coxackie ซึ่งแพร่เชื้อออกมาในน้ำลายและอุจจาระผู้ป่วย การรับเชื้อสามารถรับผ่านทางปาก จากการปนเปื้อนเชื้อที่มือ ของเล่น น้ำ อาหาร โดยผู้ป่วยแพร่เชื้อได้ 2-3 วัน ก่อนมีอาการจนถึง 1-2 สัปดาห์ หลังมีอาการจะพบเชื้อในอุจจาระได้หลายสัปดาห์หรือเป็นเดือน และหลังได้รับเชื้อ 3-6 วันจะปรากฏอาการ ส่วนมากมักพบในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี
นำมือเข้าปาก แล้วเผลอรับประทานเข้าไป สามารถทำให้ติดเชื้อได้ ทั้งนี้ผู้ป่วยจะมีอาการหลังได้รับเชื้อประมาณ 3– 14 วัน ซึ่งผู้ป่วยที่ติดเชื้อจะแพร่เชื้อได้ตั้งแต่วันแรกที่ติดเชื้อไปจนกว่าจะหายจากโรค คือ ประมาณ 1 – 2 สัปดาห์นับจากติดเชื้อ กลุ่มเสี่ยงของโรคนี้จะเป็นมากในเด็กที่อายุน้อยกว่า 10 ปี
เป็นโรคภาวะติดเชื้อไวรัสเดงกี่ (Dengue) ซึ่งมี 4 สายพันธุ์ ได้แก่ เดงกี่ 1,2,3 และ 4 โดยมี “ยุงลาย” เป็นพาหะนำโรค คือ เมื่อยุงลายที่มีเชื้อไวรัสไข้เลือดออกกัดคน จะถ่ายทอดเชื้อให้คนทำให้เกิดอาการ ยุงลายนี้มักจะเพาะพันธุ์ตามแหล่งน้ำนิ่งในบริเวณบ้าน เช่น ตุ่มน้ำ โอ่งน้ำ หรือหลุมที่มีน้ำขัง เป็นต้น
อาจเกิดได้ทั้งจากเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย พบมากในกลุ่มเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี อาการเบื้องต้นท้องเสียมากกว่า 3 ครั้งต่อวัน เมื่อเด็กมีอาการท้องเสียหรือมีอาเจียน เด็กจะมีอาการขาดน้ำและเกลือแร่ ฉะนั้นพ่อแม่ต้องสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด ควรรีบพบแพทย์ทันที
เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียนิวโมคอคคัส เมื่อเด็กติดเชื้ออาจมีอาการไข้สูง ซึม ชักเกร็ง แขนขาอ่อน พ่อแม่ต้องสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดเพราะเด็กเล็กไม่สามารถบอกอาการได้ หากมีอาการดังกล่าวควรรีบมาพบแพทย์
ตรวจสุขภาพประจำปี คือ การคัดกรองเบื้องต้นในการดูแลสภาวะความสมบูรณ์ของร่างกาย การหาสาเหตุและความผิดปกติที่สามารถพบได้เริ่มต้นโดยที่ยังไม่แสดงอาการก่อนที่จะลุกลามไปมากจนแสดงอาการออกมา โดยการแนะนำการดูแลและการรักษาอย่างถูกวิธีเพื่อทำให้ความสมบูรณ์ของร่างกายกลับคืนมาและลดการสูญเสียในด้านต่าง ๆ ทั้งในครอบครัวและเศรษฐกิจโดยรวม
สภาวะสิ่งแวดล้อม ในตอนนี้เป็นที่ทราบกันดีว่าประเทศไทยมีสภาพอากาศไม่เหมือนกับแต่ก่อนเนื่องจากเกิดฝุ่นละออง PM 5 มาสักพักใหญ่ ๆ แล้ว ด้วยตัวเมืองใหญ่ที่มีผู้คนพลุกพล่านอย่างเช่น กรุงเทพฯ ยิ่งสังเกตเห็นได้ว่าทุกคนมีความตื่นตัวเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมากยิ่งขึ้น ดังนั้นผู้ที่ได้รับผลกระทบจึงไม่ใช่เพียงคนไทยเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อบุคคลเชื้อชาติอื่น ๆ ด้วย ไม่เพียงแต่ฝุ่น PM 2.5 เท่านั้น หากจะกล่าวให้ถูกต้องถึงจะไม่มีฝุ่นละอองเหมือนทุกวันนี้ เราก็ต้องเผชิญกับควันจากยานพาหนะตามเมืองใหญ่อยู่ดี การตรวจสุขภาพประจำปีจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่สามารถช่วยสืบเสาะหาความผิดปกติในร่างกายได้อย่างละเอียด และรับการรักษาได้อย่างทันท่วงที
โรคระบาดเกิดใหม่ ตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบันเราได้เห็นโรคระบาดกำเนิดใหม่ขึ้นมาอยู่เรื่อย ๆ อาจจะไม่ตลอด แต่ก็มีขึ้นมาอย่างไม่ขาดสายอย่างล่าสุดที่เราได้เห็นคือ “โควิด-19 (Covid-19)” ที่แพร่ระบาดอย่างรุนแรงในประเทศจีน นอกจากนี้อาการจากโรคระบาดหลายโรคอาจไม่แสดงอาการออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน ดังนั้นการป้องกันที่มีประสิทธิภาพทางหนึ่งคือการตรวจสุขภาพประจำปีนั่นเอง ในช่วงที่ไวรัสหรือโรคร้ายแพร่ระบาดการตรวจสุขภาพอย่างตรงจุดจะสามารถพบเจอสิ่งผิดปกติในร่างกายได้ก่อนที่เชื้อโรคนั้นจะลุกลามจนยากเกินจะรักษา
ไม่เป็นไรไม่ใช่ปลอดภัย หลายต่อหลายครั้งที่เรามักคิดว่าร่างกายของเราแข็งแรงดี ไม่มีอาการไอ ไม่ปวดหัว ไม่มีไข้ ไม่ปวดเมื่อยตามตัว เท่ากับว่าเราแข็งแรงดี นั่นไม่ใช่ความจริง จริงอยู่ที่สำหรับบางคนอาจแข็งแรงจริง ๆ แต่เราคงไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าเชื้อโรคหลากหลายสายพันธุ์อยู่รอบตัวเราแทบทุกที่ นั่นหมายความว่าใน 1 วัน เป็นเรื่องที่ยากมากหากเราจะหลีกเลี่ยงเชื้อโรคต่าง ๆ ได้ 100 % ไม่เพียงแต่เท่านั้น โรคร้ายหลายโรคมักแสดงอาการเมื่อมีการแพร่กระจายในร่างกายเข้าขั้นรุนแรงแล้ว เช่น โรคมะเร็งตามอวัยวะต่าง ๆ ที่มักปรากฏอาการเมื่อเข้าสู่ช่วงแพร่เชื้อมะเร็งจนอวัยวะเกิดความเสียหายไปแล้ว หรือจะเป็นการติดเชื้อ HIV ที่มีอาการให้สังเกตได้น้อยมาก และเชื้อ HIV เองก็สามารถหลบซ่อนอยู่ในร่างกายเราได้หลายปีก่อนจะเข้าสู่ภาวะของโรคเอดส์ในที่สุด ดังนั้นการตรวจสุขภาพประจำปีจึงสำคัญมากสำหรับคนที่รักสุขภาพและต้องการตรวจหาโรคร้ายที่เราไม่เห็นด้วยตาเปล่า
เรียนรู้เพื่อป้องกัน การตรวจสุขภาพประจำปีไม่ใช่เพียงแต่เป็นการตรวจหาโรคร้ายที่หลบซ่อนอยู่ในร่างกายของเราเท่านั้น แต่ยังเป็นแนวทางการเรียนรู้ร่างกายของตัวเราเอง หากถามว่าเรารู้จักร่างกายของเราเองไปเพื่ออะไรหากไม่เป็นโรค คำตอบคือการที่เราได้รู้ความสมบูรณ์ของร่างกายของเราจะทำให้เห็นจุดที่อาจจะบกพร่องได้ในอนาคต หรือจุดที่เราพบว่าอาจมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหากไม่ได้รับการแก้ไข นอกจากนี้บางคนอาจไม่รู้ว่าตนเองมีโรคที่ถูกส่งต่อผ่านพันธุกรรมมาหรือเปล่า ดังนั้นการรู้จักร่างกายของตัวเราเองจากการตรวจสุขภาพประจำปีถือเป็นการวางแผนสุขภาพในอนาคตด้วย หากพบเจอความเสี่ยงแน่นอนว่าเราสามารถรับคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการป้องกันและพัฒนาความแข็งแรงของร่างกายต่อไปได้
การใช้ชีวิตในปัจจุบันมีความเสี่ยงกว่าในอดีต ไม่ว่าจะเป็นปัญหามลภาวะ หรือการบริโภคอาหารที่ไม่ถูกสุขลักษณะ บางคนอาจจะไม่รู้ว่าตัวเองเป็นโรคร้าย ดังนั้นการตรวจสุขภาพประจำปีจึงจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะจะทำให้ได้รู้ว่าร่างกายของตัวเองมีโรคใดที่ซ่อนอยู่หรือไม่ หากตรวจพบความผิดปกติจะได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง นอกจากนี้การตรวจสุขภาพยังจะได้คำแนะนำของการดูแลสุขภาพที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคลอีกด้วย
ขอบคุณบทความ ทำไมเราต้องตรวจสุขภาพประจำปี จาก โรงพยาบาลเพชรเวช